ข่าวฟุตบอลทั่วโลก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล จริงรึ

ข่าวฟุตบอลทั่วโลก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล จริงรึ
ข่าวฟุตบอลทั่วโลก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล จริงรึ

ข่าวฟุตบอลทั่วโลก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล จริงรึ

ข่าวฟุตบอลทั่วโลก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล จริงรึ ตอนเลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ใหม่ๆ สตีเว่น เจอร์ราร์ด แนะนำตัวให้เด็กหงส์ทุกหมู่เหล่ารู้จักในตำแหน่งแบ็คขวา นาทีต่อมาถูกขยับเข้ามาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง – มิดฟิลด์ตัวรับ โทษฐานที่ยังเป็นเด็กหน้าใหม่ก็ต้องสวมบทเป็น “ลูกหาบ” ไปก่อน

    บุคลิกการเล่นของ “พี่เจิด” นั้นอุดมด้วยความดุดัน ก้าวร้าว ใจเกินร้อย และถึงลูกถึงเมียแบบเสียบเป็นเสียบ หักเป็นหัก แถมเป็นมีความเป็นผู้นำสูง

    วางบอลยาวจากตรงกลางแม่นยำ – เปิดบอลจากริมเส้นก็แม่นยำจนสามารถขยับออกไปเล่นเป็นปีกขวาก็ได้ มิหนำยังมีการยิงประตูที่เฉียบคมระดับบาดหินขาดอีกต่างหาก

    ในช่วงที่ระเบิดฟอร์มได้อย่างสะเด่าไปเลยอีน้องส์มากที่สุดในอาชีพค้าแข้ง กุนซือหงส์แดงอย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ จับสตีเว่น เจอร์ราร์ด ไปเล่นในตำแหน่ง “หน้าต่ำ” หรือ “ผู้เล่นหมายเลข 10” ในระบบ 4-2-3-1 โดยมี เฟร์นานโด ตอร์เรส เป็นกองหน้าคู่ขา

    ฤดูกาล 2008-09 ที่คุณพี่เขากระทุ้งไป 24 ดอก แบ่งเป็นในพรีเมียร์ลีก 16 ประตู ถือว่ามากที่สุดในการดำเนินอาชีพวิ่งไล่หวดลูกหนัง “สตีวี่ จี” ก็เล่นในตำแหน่งหน้าต่ำนี่แหละ

    กระทั่งช่วงปลายอาชีพที่อยู่ในวัยใบไม้ล่วงกาลเวลา เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ถอยเขาลงมายืนต่ำเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ หรือผมควรจะเรียกให้ดูดีมีชาติตระกูลตามยุคสมัยใหม่ว่า “ตัวโฮลด์บอล” อะไรนั่นดีกว่า เขาจังก้าอยู่หน้าแผงแบ็คโฟร์ทำหน้าที่ลงมารับบอลจากกองหลังไปแจกจ่ายพลางคุมจังหวะไปในตัว

    “พี่เจิด” เป็นมิดฟิลด์ตัวรับ เอ๊ย! ตัวโฮลด์บอลที่ไม่ต้องวิ่งมาก ไม่ต้องไล่บดบี้ทำลายจังหวะคู่แข่งอย่างเปี่ยมด้วยพละกำลังเหมือนตอนหนุ่มๆ แต่ใช้หัวสมองในการเล่นมากขึ้นพลางงัดความจัดเจนออกมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม

    อนิจจา…เพราะการเล่นในตำแหน่งนี้นี่แหละทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับเขาที่ แอนฟิลด์ ในเกมที่ 36 ของฤดูกาล 2013-14

ลิเวอร์พูล
การเริ่มต้น (1998–2004)
ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นนัดแรก ในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เจอกับ แบล็กเบิร์นโรเวอส์ โดยสิ้นสุดฤดูกาลนี้เขาลงเล่นให้ทีม 12 นัดซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตัวสำรอง

เจอร์ราร์ดได้มีโอกาสเล่นชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลอย่างเต็มตัว โดยเขาลงเล่น 29 นัด ยิงได้ 1 ประตู ประตูแรกของเจอร์ราร์ดเกิดขึ้นในนัดที่เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เชฟฟีลด์เวนส์เดย์ 4-1 ซึ่งเขาเปลี่ยนมาเล่นบทมิดฟิลด์ตัวปะทะ ทำให้ได้รับ ใบเหลือง และ ใบแดง บ่อยครั้ง

เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 7 ประตู และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ อีก 9 นัดทำได้ 2 ประตู พาทีมลิเวอร์พูลคว้าทริปเปิลแชมป์ ลีกคัพ , ยูฟ่าคัพ และ เอฟเอคัพ ในฤดูกาลเดียว รวมถึงทำประตูแรกในศึกแดงเดือดเอาชนะคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-0

เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 28 นัดยิงได้ 3 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล ได้เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก รวมถึงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ทั้งเหย้าและเยือนอีกด้วย และในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ลงเล่น 12 นัดกับอีก 1 ประตู ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ (PFA Young Player of the Year) รวมถึงได้ถ้วยในประเทศ ชาริตีชีลด์ จากการเอาชนะคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1

เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 5 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 แต่ เจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามในนัดสุดท้ายของฤดูกาลอีกด้วย และลงเล่นเกมยุโรปอีก 11 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ เอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล 2-0 โดย เจอร์ราร์ด และ ไมเคิล โอเวน ช่วยทำประตูในเกมนี้

เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 4 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 4 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ 8 นัด ยิงได้ 2 ประตู และในฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูล แทนที่ ซามี ฮูเปีย